ความหมายของสัญลักษณ์มรดกโลก

100709 08

สัญลักษณ์ มรดกโลก ออกแบบโดย Mr. Michel Olyff มีความหมายเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ สี่เหลี่ยมจตุรัสหมายถึงรูปแบบที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์และวงกลมหมายถึงธรรมชาติ ซึ่ง 2 สิ่งนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ภายนอกเป็นสัญลักษญ์วงกลมคล้ายโลก และยังหมายถึงการปกป้องคุ้มครอง ซึ่งแสดงว่ารัฐภาคีนั้นได้อยู่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ทำหน้าที่ในการจำแนกแจกแจงทรัพย์สมบัติที่ได้จารึกในบัญชีมรดกโลก รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกแก่สังคม เพื่อเป็นการแสดงถึงความมีคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล

Designed by Mr. Michel Olyff, the World Heritage emblem emphasizes the relationship between cultural and natural properties: the square shape at the center signifies Form? which is human-made while the surrounding circle represents Nature. These two are linked together endlessly. The round shape also symbolizes the World as well as Protection. It symbolizes the Convention, signifies the adherence of States Parties to the Convention, and serves to identify properties inscribed in the World Heritage List. It is associated with public knowledge about the Convention and is the imprimatur of the Convention's credibility and prestige.

มรดกโลก คืออะไร

มรดก คือสิ่งที่ตกทอดมาจากอดีต
คือสิ่งที่ยังคงดำรงอยู่ให้เราได้ใช้ในปัจจุบัน
และเป็นสิ่งที่เราจะส่งต่อให้กับคนในรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต

แนวคิดที่สำคัญของ มรดกโลก คือ การมีคุณสมบัติอันทรงคุณค่าในระดับสากล มรดกโลกเป็นของบุคคลทุกคนบนโลก ไม่ว่าแหล่งมรดกโลกนั้นจะตั้งอยู่ในอาณาเขตดินแดนใด

คุณสมบัติในระดับสากลของแหล่งมรดกโลกมีคุณค่าเหนือกว่าการเป็นเพียงอัตลักษณ์ของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งทำให้มรดกโลกในประเทศหนึ่งๆ เช่น มรดกโลกในประเทศอียิปต์ เป็นทั้งของชาวอิยิปต์ ชาวอินโดนีเซีย ชาวอาร์เจนตินา หรือชาวไทย

คุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการรับรองตามประกาศในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก) ประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาฯ คือประเทศที่ได้ตกลงร่วมกันว่า แหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตประเทศของตนและขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีรายชื่อมรดกโลกนั้น เป็นมรดกโลกซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในขอบเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศใดก็ตามก็ล้วน ?ถือเป็นหน้าที่ของนานาประเทศในการที่จะร่วมมือกันปกป้องสงวนรักษาไว้

หากไม่ได้รับการส่งเสริมจากอนุสัญญาฯ แหล่งมรดกโลกที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่โดดเด่นเหล่านี้อาจเสื่อมค่า หรืออาจสูญสิ้นไปในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการสงวนรักษาเอาไว้ ประเทศต่างๆ ที่เป็นภาคีในอนุสัญญาฯ มีหน้าที่ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินและข้อมูลความรู้ที่จำเป็นในการสงวนรักษาแหล่งมรดกโลกต่างๆ เอาไว้

ในเดือนกรกฎาคม 2551 มีประเทศต่างๆ ลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ แล้วรวมทั้งสิ้น 185 ประเทศ และมีแหล่งมรดกโลกในบัญชีรายชื่อมรดกโลกรวม 878 แหล่ง

มรดกโลกแตกต่างจากมรดกของชาติอย่างไร

หัวใจสำคัญคือ คุณค่าที่โดดเด่นเป็นเลิศในระดับสากล

ทุกประเทศต่างมีแหล่งที่มีความสำคัญอันเป็นมรดกประจำชาติหรือประจำท้องถิ่นของตน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจของประเทศนั้นๆ อนุสัญญาฯ ส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญและปกป้องมรดกของตนไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในบัญชีรายชื่อมรดกโลกหรือไม่ก็ตาม แหล่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อล้วนผ่านการประเมินเป็นอย่างดีแล้วว่ามีความโดดเด่นเป็นเลิศ และสามารถเป็นแบบฉบับของมรดกโลกทางวัฒนธรรมหรือทางธรรมชาติได้

บัญชีรายชื่อมรดกโลกประกอบด้วยสถานที่ที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป และสถานที่ที่คนทั่วไปอาจไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่ในบัญชีรายชื่อ แหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียน เช่น นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์ เมืองเก่าฆาดาเมสประเทศลิเบีย ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ประเทศโปแลนด์ อุทยานแห่งชาติโยเซมิตีประเทศสหรัฐอเมริกา ทัชมาฮาลประเทศอินเดีย และ วาดี คาดิชา (หุบเขาศักดิ์สิทธิ์) และป่าไม้ซีดาร์ของพระเจ้า (ฮอร์ช อาร์ซ เอล-รับ) ประเทศเลบานอน เป็นต้น

What is World Heritage?

Heritage is our legacy from the past,
what we live with today,
and what we pass onto future generations.

What makes the concept of World Heritage exceptional is its universal application. World Heritage sites belong to all peoples of the world, irrespective of the territory in which they are located.

It is the universal quality of World Heritage sites, transcending national identities that make, for example, a World Heritage site in Egypt belong equally to Egyptians and to the peoples of Indonesia, Argentina or Thailand.

These qualities are expressed in the Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage. (the World Heritage Convention). State that have signed the Convention recognize that the sites located in their territory, and which have been inscribed on the World Heritage list without prejudice to national sovereignty or ownership, constitute a world heritage "for whose protection it is the duty of the international community as a whole to cooperate".

Without the support of the Convention, some site with recognized cultural or natural value would deteriorate or, worse, disappear, often through lack of funding to preserve them. States, party to the Convention, contribute the necessary financial and intellectual resources to protect World Heritage sites.

By July 2008, 185 countries had signed the Convention and 878 properties had been included on the World Heritage List.

 

How does a World Heritage Site differ from a site of national heritage?

The key lies in the words 'outstanding universal value'.

All countries have sites of local or national heritage significance that are, understandably, a source of national pride. The Convention encourages countries to identify and protect their heritage whether or not it is placed on the World Heritage List. Site selected for World Heritage listing are inscribed after carefully assessing whether they represent the best example of cultural and natural heritage.

The World Heritage List includes places where many would recognize instantly, as well as lesser known places that many may be surprised to find on the list. The List includes places such as: the Rice Terraces of the Philippine Cordilleras; Old Town of Ghadames, Libyan Arab Jamahirya; Auschwitz Concentration Camp, Poland; Yosemite National Park, United State; the Taj Mahal, India; and, Ouadi Qadisha (the Holy Valley) and the Forest of the Cedars of God (Horsh Arz el-Rab), Lebanon.